ประเพณีรำพาข้าวสารเป็นการร้องเพลงบอกบุญขอข้าวสารโดยพายเรือไปตามท่าน้ำหน้าบ้านคน นิยมทำในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยจะทำกันในช่วงหัวค่ำหลังวันออกพรรษา ตั้งแต่เวลาทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน เมื่อจำนวนประชากรมอญที่ลดลง ผนวกกับการดำเนินชีวิตของผู้คนที่ต่างไปจากเดิม ทำให้ประเพณีรำพาข้าวสารไม่ได้จัดอย่างต่อเนื่อง อบต.กระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีจึงได้ริเริ่มฟื้นฟูประเพณีโบราณนี้ผ่านโครงการอนุรักษ์ประเพณีรำพาข้าวสาร

กลับสู่หน้าหลัก samkhok.org

รำพาข้าวสารคืออะไร

พ่อเพลงแม่เพลงและลูกคู่ผู้ใจบุญจะช่วยกันพายเรือออกไปตามลำน้ำ การออกเรือแต่ละครั้งใช้คนราว 20–30 คน จึงต้องใช้เรือขนาดใหญ่ หรือเรือมาด ฝีพายจะนั่งป ระจำกาบเรือซ้ายขวา มีคนคัดท้ายเรือหนึ่งคน คนแก่นุ่งขาวห่มขาวนั่งกลางลำเรือเป็นประธาน ในเรือมีภาชนะใส่ข้าวสาร เมื่อพายถึงหน้าบ้านก็จะร้องเพลงบอกบุญเจ้าบ้านจึงตักข้าวสารมาบริจาค เพื่อนำไปใช้ในงานทอดกฐินสามัคคี ปัจจุบันด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง จำนวนประชากรมอญที่ลดลง ผนวกกับการดำเนินชีวิตของผู้คนที่ต่างไปจากเดิมคือไม่ได้สัญจรทางเรือเหมือนในอดีต ทำให้ประเพณีรำพาข้าวสารไม่ได้จัดขึ้นในพื้นที่สามโคกแล้ว

ขั้นตอนและวิธีการของประเพณีรำพาข้าวสาร

การรำพาข้าวสารเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงออกพรรษา ซึ่งมีการทอดกฐินและทอดผ้าป่าเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเสร็จพร้อมกัน เพื่อเรี่ยไรข้าวสารและอาหารแห้ง นอกจากนี้ยังมีการเก็บเงินและข้าวจากชาวบ้านเพื่อนำไปทำบุญที่วัดด้วย

กิจกรรมนี้จัดขึ้นในช่วงกลางคืนของคืนเดือนหงาย เมื่อท้องฟ้าสว่างและไม่มีเมฆฝน ในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ชายหญิงสามารถเสร็จสิ้นภารกิจของการทำงานได้ ผู้ชายและผู้หญิงจะแต่งกายให้เรียบร้อย มีผ้าโพกศีรษะเพื่อป้องกันน้ำค้าง ต่อมาจุดใต้เรือจะลงมาเตรียมไม้พายที่จะใช้ ในเรือยังมีกระบุงสำหรับใส่ข้าวของและกระสอบสำหรับใส่ข้าวสาร และมีผู้หญิงแก่ที่นั่งกลางลำเรือเป็นประธาน ส่วนคนอื่น ๆ แต่งกายตามแบบชาวบ้าน มีคนคัดท้ายเรือ 1 คน และพายเรือไปตามหัวบันไดบ้านริมคลองเพื่อเชิญชวนให้มาเป็นเจ้าภาพกฐินหรือผ้าป่าร่วมกัน ในลักษณะกฐินสามัคคี

เมื่อเรือมาจอดหัวบันไดบ้าน จะมีการร้องเพลงรำพาข้าวสารเพื่อเชิญชวนเจ้าของบ้านและคนในบ้านร่วมทำบุญและกล่าวอธิษฐาน การรำพานี้จะมีการใช้เครื่องดนตรีเช่นฉิ่งหรือกลองเล็กตีเป็นจังหวะ แม่เพลงจะนำเสียงร้องและทุกคนในเรือจะช่วยกันพายเรือ ระหว่างการร้องเพลงจะเป็นการเชิญชวนให้ทำบุญ

หลังจากทำบุญเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านจะนำข้าวสารหรือเงินมาเป็นส่วนร่วมในการทำบุญตามความศรัทธา จากนั้นจะยกมือไหว้อนุโมทนาแก่เจ้าของบ้านเพื่อให้มีความสุขและเจริญก้าวไปข้างหน้า จากนั้นจะเริ่มเรี่ยไรไปยังบ้านอื่นๆ การรำพาข้าวสารจะเริ่มตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มถึง 6 ทุ่ม แล้วจะย้ายไปตำบลอื่น ๆ ต่อไป จนกว่าจะได้ข้าวสารและข้าวของพอที่จะไปทอดกฐิน ดังนั้น ชาวบ้านจะนัดหมายและแบ่งกลุ่มกันลงพายเรือไปรำพาข้าวสารทางคลอง หรือตำบลอื่น ๆ

บทเพลงรำพาข้าวสาร

การร้องเพลงรำพาข้าวสารจะร้องด้นกลอนสด และเริ่มด้วยแม่เพลงจะร้องเพลงโดยขึ้นต้นเพลงด้วยคำว่า “เจ้าขาว ลาละลอก” เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ริเริ่มการรำพาข้าวสารเป็นครั้งแรก เนื้อเพลงจะบอกจุดประสงค์ของเพลงร้องและเรี่ยไรข้าวสาร อาหาร และปัจจัยไปร่วมทำบุญที่วัด แล้วมีลูกคู่รับด้วยสร้อยเพลงที่ว่า “เฮ เฮ้ เห่ ลา ขาว เอย” เมื่อได้รับของบริจาคแล้วก็จะร้องรำพาข้าวสาร ให้พรแก่ผู้ร่วมทำบุญและลูกคู่ก็รับด้วยสร้อยเพลงเช่นเดิม การร้องเพลงรำพาข้าวสารมีผู้เชี่ยวชาญหลายคน แต่ละท่านจะมีวิธีการร้องและเนื้อร้องแตกต่างกันออกไปตัวอย่างเช่น

นายเสริม พงศ์ทอง เป็นผู้เชี่ยวชาญในการร้องเพลงรำพาข้าวสาร พร้อมกับภรรยาของเขานางปทุมพร พงศ์ทอง ซึ่งได้รับการสืบทอดเรียนรู้เพลงรำพาข้าวสารแบบโบราณจากปู่ของนายเสริม คือ นายแต้ม ธูปกระจ่าง ที่มีชีวิตอยู่ในขณะนั้น นายแต้มได้สอนและส่งต่อการร้องเพลงรำพาข้าวสารผ่านการถ่ายทอดจากตัวผ้าป่าที่วัดโสภาราม นายเสริม พงศ์ทอง สร้างเนื้อร้องของเพลงรำพาข้าวสารที่มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ลักษณะคำประพันธ์ เพลงรำพาข้าวสาร (นายเสริม พงศ์ทอง)

คำประพันธ์เพลงรำพาข้าวสารตามรูปแบบของนายเสริม พงศ์ทอง มีลักษณะเป็นกลอนหัวเดียว ตามแผนผัง ดังนี้

แผนผังเพลงรำพาข้าวสาร

จากแผนผังดังกล่าวข้างต้นพบว่า 1 บทมี 4 วรรค วรรคแรกมี 8 คำ วรรคที่ 2 มี 8–10 คำ แล้วรับด้วยสร้อย (ลูกคู่ร้อง) มีจำนวน 8 คำ การสัมผัสคำสุดท้ายวรรคแรกจะสัมผัสกับคำที่ 3 หรือ 4 ของวรรคที่ 2 และคำสุดท้ายของวรรคที่ 2 จะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ 3

ลักษณะการร้องเพลงรำพาข้าวสาร

การร้องเพลงรำพาข้าวสารจะเริ่มต้นวรรคแรกด้วยคำว่า “ขาว ขาว” เพื่อระลึกถึงพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์(พระองค์เจ้าขาว) และการร้องในบทต่อไปจะเริ่มด้วยเนื้อร้องอื่นๆ ได้ และจารีตในการร้อง คือจะเริ่มด้วยการร้องเรี่ยไรบอกจุดประสงค์ของการเรี่ยไร เมื่อได้รับบริจาคแล้วก็จะอวยพรแก่ผู้บริจาค แล้วลูกคู่จะรับด้วยสร้อยเพลง ที่เหมือนกันคือ “เฮ เฮ้ ลา เห่ ลา ขาวเอย” การร้องเพลงรำพาข้าวสารจะร้องในเวลากลางคืน โดยพายเรือไปขอเรี่ยไรข้าวสารอาหารและปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ทำบุญที่วัด และจะไม่ร้องเกี้ยวพาราสีกัน ลักษณะการร้องจะร้องช้าๆ แล้วตบมือหรือตีฉิ่งไม่ร้องเร่งจังหวะการร้องเว้นวรรคคำเพลงรำพาข้าวสารมีลักษณะ ดังนี้

ความเป็นมาของประเพณีรำพาข้าวสารในประเทศไทย

เป็นการละเล่นของชาวมอญที่เข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับชาวมอญที่อพยพเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในปีพุทธศักราช 2310 ซึ่งเป็นปีที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า มีเรื่องราวของเจ้าสัวสุ่นและบุตรสาวชื่อน้อยที่ลงเรือหนีจากกองทัพพม่ามาถึงสามโคกในจังหวัดปทุมธานี พวกเขาพบดินที่กลายเป็นทองที่วัดแจ้ง จึงตัดสินใจก่อสร้างวัดที่นี่ หลังจากสร้างวัดและพักผ่อนหุงหาอาหาร พวกเขาออกเรือไปยังกรุงธนบุรี น้อยระนาดกลายเป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้รับพระนามว่า “เจ้าจอมมารดาน้อยระนาด” ในฐานะเจ้าน้อยระนาด น้อยระนาดมีลูกชายคือเจ้าวัชรีวงศ์ (พระองค์เจ้าขาว) ที่เป็นผู้เริ่มการรำพาข้าวสารในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นประเพณีที่แสดงความคารวะและเป็นที่นิยมของชาวปทุมธานีจนถึงปัจจุบัน

ความเป็นมาของประเพณีรำพาข้าวสารของชาวจังหวัดปทุมธานี

เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวจังหวัดปทุมธานี ที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นรัชกาลที่ 3 คือ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และกระทำติดต่อกันมาทุกปี โดยจุดเริ่มต้นของประเพณีรำพาข้าวสารน่าจะเกิดที่วัดแจ้ง ตำบลสามโคก จังหวัดปทุมธานี ในปี พ.ศ.2310 โดยพระวรวงศ์เจ้าวัชริวงศ์ (พระองค์เจ้าขาว) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการรำพาข้าวสารโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและ บอกบุญชาวบ้าน ในการรวบรวมปัจจัยไปถวายพระเพื่อใช้เป็นทุนในการปฏิสังขรณ์วัด และการที่พระองค์เป็นผู้ริเริ่มประเพณีรำพาข้าวสาร ในปัจจุบันการร้องเพลงรำพาข้าวสารจึงเริ่มต้นด้วยชื่อของท่านซึ่งเป็นการแสดงความคารวะ ต่อพระองค์ท่าน ดังขึ้นต้นเพลงว่า “เจ้าขาวลาวละลอกเอย….” เป็นต้น

ปัจจุบัน ประเพณีรำพาข้าวสารเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นหลังจากวันออกพรรษา ถ้ามีวัดใดยังไม่มีคนจองกฐินหรือยังไม่ได้ทอดกฐินชาวบ้าน ก็จะมีชาวบ้านช่วยกันจัดกฐินไปทอด โดยต้องทำการออกเรี่ยไรบอกบุญไปยังชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้การร้องเพลงเชิญชวนให้เข้าร่วมทำบุญ คณะรำพาข้าวสารประกอบด้วยคนหญิงและชาย ประมาณ 20–30 คน ลงเรือที่เตรียมไว้ในตอนค่ำ ภายในเรือจะมีกระบุงหรือกระสอบใส่ข้าวสาร มีคนแก่คนหนึ่งนั่งกลางลำเรือเป็นประธาน คนในเรือจะช่วยกันพายเรือโดยนั่งริมกราบเรือ และมีคนคัดท้ายที่เรียกว่า “ถือท้ายเรือ” หนึ่งคน การพายจะพายไปพร้อมกันเหมือนการแข่งเรือ โดยพายไปตามบ้านที่เรือจอดถึงหัวบันไดบ้านได้

เมื่อเรือจอดที่หัวบันไดบ้าน ก็จะร้องเพลงโดยมีต้นเสียงหรือแม่เพลงนำว่า “เจ้าขาวลาวละลอกเอย มาหอมดอก ดอกเอ๋ยลำไย แม่เจ้าประคุณพี่เอาส่วนบุญมาให้……” ทุกคนก็จะร้องรับพร้อมๆ กันว่า “เอ่ เอ เอ้ หลา เอ่หล่า ขาว เอย” แล้วก็ร้องไปเรื่อยๆ เป็นทำนองเชิญชวนให้ทำบุญร่วมกัน ร้องไปเรื่อยๆ โดยเนื้อเพลงสามารถเปลี่ยนเป็นดอกไม้อื่นๆ ได้จนกว่าเจ้าของบ้านจะตื่น เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินเสียงเพลง ก็จะเข้าใจทันทีว่ามีการเรี่ยไรข้าวสารเพื่อนำไปทอดกฐิน โดยจะนำขันตักข้าวสารลงมาที่เรือแล้วยกมือไหว้เป็นการอนุโมทนาด้วย แล้วร้องว่า “ทำบุญกับพี่แล้วเอย ขอให้ทรามเชยมีความสุข นึกถึงเงินให้เงินมากอง นึกถึงทองให้ทองไหลมา เอ่ เอ เอ้ หล้า เอ่หล่า ขาว เอย” เมื่อร้องเพลงให้พรเสร็จแล้ว ก็พายเรือไปบ้านอื่นต่อไป

“ประเพณีรำพาข้าวสารของจังหวัดปทุมธานีเป็นประเพณีที่มีอยู่มานาน เป็นการทำบุญเพื่อต่ออายุพระพุทธศาสนา และเพื่อให้ญาติพี่น้องชาวพุทธศาสนิกชนได้พบปะสังสรรค์กัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมความรักและความสามัคคีในชุมชน และเป็นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีรำพาข้าวสารให้ต่ออยู่ในรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป…”

แหล่งที่มา

  • เอกสารโครงการอนุรักษ์ประเพณีรำพาข้าวสาร อบต.กระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

กลับสู่หน้าหลัก samkhok.org

สามโคก - ดินแดนแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นริมสองฝั่งเจ้าพระยา


ประเพณีรำพาข้าวสาร อำเภอสามโคก was originally published in samkhok.org on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.